ทุกข์ของชาวนา - จิตร ภูมิศักดิ์


เปิบข้าวทุกคราวคำ
จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน
จึงก่อเกิดมาเป็นคน

        ถึงแม้พี่โพมจะเกิดไม่ทันยุคของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการต่อต้านทางการเมืองที่เข้มข้นเหมือนอย่างคุณจิตร ภูมิศักดิ์ แต่พี่โพมก็ได้รับการถ่ายทอดอุดมการณ์ทางการเมืองมาแบบเต็มๆ ผ่านวรรณภาษาที่วีรบุรุษของชาติสลักเอาไว้ให้เราๆ ท่านๆ ได้ระลึกถึง วรรคทองวรรคนี้จึงเป็นวรรคที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองสมัยนั้นหวั่นเกรงและห้ามไม่ให้ใครเอ่ยออกมา เพียงวรรคเดียวก็อธิบายความทุกข์ยากของชาติชาวนา ชาวคนจน คนแรงงานที่ถูกกดขี่ ข่มเหง ได้อย่างหมดจด จนมีการต่อต้านและลุกฮือของนักศึกษา ชาวนา และชนชั้นแรงงานในแทบทุกที่

        วรรคทองวรรคนี้จึงเป็นเหมือนเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า เพราะมีเลือดเนื้อและวิญญาณหลายดวงที่เสียสละให้เรามีอิสระภาพทางความคิด เสรีภาพในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตอย่างมนุษย์ที่แท้จริง พี่โพมยกบทเต็มมาให้ทุกคนได้อ่านและสืบต่ออุดมการณ์ของคุณจิตรแล้วนะครับ พี่โพมคิดว่าคุณจิตรจะต้องดีใจแน่นอน ที่คนรุ่นหลังได้อ่านและได้รักงานรวมทั้งรักจิตวิญญาณของคุณจิตร

เปิบข้าวทุกคราวคำ
จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน
จึงก่อเกิดมาเป็นคน
ข้าวนี่น่ะมีรส
ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน
และขมขื่นจนเขียวคาว
จากแรงมาเป็นรวง     
ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว   
ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด   
ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น       
จึงแปรรวงมาเป็นกิน
น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง   
และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น   
ที่สูซดกำซาบฟัน


ว่างเปล่า - ส. กุหลาบแจ้ง


อยากทำตัว..ไม่รู้สึก..รู้สาอะไร
ไม่ต้องยินดี..ยินร้าย..กับใครทั้งนั้น
ปล่อยใจว่างปล่าว..อยู่ไปวัน-วัน
มีความรู้สึกอย่างนั้นบ้าง..มันคงจะดี

แต่ใจดวงนี้..ยังมีจิตใต้สำนึก
เลยทำให้รู้สึก..อยากหลีกหนี
ความวุ่นวายรายรอบอยากปัดไปสักที
อยากจะใช้..ช่วงชีวิตดี-ดี..โดยการไม่มีใครสักคน

        บังเอิญพี่โพมเป็นคนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงมาก แต่เป็นเพลงเก่าๆ นะครับ หนึ่งในนั้นก็คือเพลงว่างเปล่าของคุณพิทักษ์ พอเพลงเริ่มขึ้นเนื้อร้อง "สายลมผ่าน พัดพาหัวใจเหน็บหนาว ทำฉันเศร้าเหงาเพราะคิดถึงเธอ" พี่โพมก็เลื่อนลงมาอ่านคอมเม้นต์ใต้เพลงเพื่อเสพความคิดเห็นของคนอื่น ก็ต้องมาสะดุดกับบทกลอนของคุณ ส. กุหลาบแจ้ง พี่โพมไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร แต่รู้ว่ากลอนบทนี้ต้องกลั่นออกมาจากหัวใจของท่านแน่ๆ ซึ่งพี่โพมก็รับรู้และสัมผัสได้

        เพียงตัวอักษรไม่กี่วรรคตอนก็สื่ออารมณ์ออกมาได้อย่างจะแจ้ง พี่โพมเชื่อว่าผู้เขียนต้องเป็นจอมยุทธ์ที่โลดแล่นและรักในการเขียนบทกลอนอย่างแน่นอน

ถึงเพื่อนผู้ถือปากกามาฆ่าเพื่อน - ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์


ถึงเพื่อนผู้ถือปากกามาฆ่าเพื่อน
จะบิดเบือนซัดทอดใครอีกภายหน้า
จรรยาบรรณพิสูจน์ได้ด้วยเวลา
พรุ่งนี้เพื่อนคิดว่าจะฆ่าใคร


         วรรคทองวรรคนี้เป็นวรรคเด็ดของคุณชัชรินทร์  ไชยวัฒน์ ซึ่งเป็นบทกวีในหนังสือเรื่อง ฉันมา ฉันเห็น ฉันเข้าใจ ซึ่งพี่โพมเคยครอบครองอยู่พักหนึ่งก่อนที่เพื่อนพี่โพมจะขอยืมไปแล้วก็สูญหายไปทั้งเพื่อนทั้งหนังสือ

        ถ้าเพื่อนๆ ที่คลุกคลีและคุ้นเคยกันในแวดวงนักข่าวอาชีพ คงไม่มีใครไม่รู้จักคุณชัชรินทร์ ขนาดพี่โพมเป็นคนแวดวงหนังสือและการศึกษายังได้ยินชื่ออยู่บ่อยๆ ส่วนตัวพี่โพมเคยอ่านงานหนังสือของคุณชัชรินทร์อยู่หลายเล่ม และทุกครั้งก็เกิดการแปลกใจ เพราะหนังสือของคุณชัชรินทร์นั้นมีหลายแนวมาก ซึ่งก็ล้วนมีคุณภาพทุกแนว ทุกเล่ม อันนี้พี่โพมแปลกใจจริงๆ พี่โพมเชื่อว่าไม่มีใครเก่งทุกอย่างและไม่มีนักเขียนคนไหนเก่งและสามารถเขียนได้ทุกแนว มันต้องมีแนวถนัดและแนวที่ไม่ถนัด ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นกับคุณชัชรินทร์

        มาถึงบทถึงเพื่อนบทนี้ ทุกคำที่ถ่ายทอดออกมามันสะท้อนความเป็นตัวเป็นตนของคนเขียนออกมาด้วย บ่งบอกอย่างชัดแจ้งว่าผู้เขียนต้องเป็นนักข่าวหรือนักอักษรที่มีอำนาจมากพอจะสร้างคนหรือฆ่าคนโได้ โดยผ่านกระสุนน้ำหมึก

        "ถึงเพื่อนผู้ถือปากกามาฆ่าเพื่อน" พี่โพมสะท้อนขึ้นมาทันทีกับการขึ้นหัวมาแบบนี้ เพื่อนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา กำลังจะกลายเป็นผู้ปลิดชีวิตวิญญาณของเพื่อนลง คนที่จะทำลายเพื่อนด้วยกันเองได้สำหรับพี่โพมมันค่อนข้างอำมหิตนะครับ มันยิ่งกว่าการฆ่ากันเพราะเรื่องชู้สาวหรือการหึงหวง เพราะนั่นมันเป็นอารมณ์ชั่ววูบชั่วขณะ แต่สำหรับกรณีของเพื่อนที่หันมาทำลายกันเองแบบนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ อำนาจ และการเอาตัวเองรอดแล้วปล่อยให้เพื่อนตายแทน

        เพียงวรรคเดียวก็อธิบายความอัดอั้นออกมามากมาย หนึ่งนั้นก็ประชดต่อว่า หนึ่งนั้นก็กระแทกเพื่อให้ฉุกคิดตั้งสติ ซึ่งมันแรงและแทงใจกับการลงท้าย "พรุ่งนี้เพื่อนคิดว่าจะฆ่าใคร"

ฉากรักของคนเศร้า - วีระวุทฒิ์ วัทฒนายน


อาจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต
พร้อมกับปิดฉากฝันในวันก่อน
ประทับภาพความหลังอย่างอาวรณ์
ซุกหน้าซ่อนน้ำตาอำลาเธอ


        พี่โพมกำลังคิดอยู่ว่าเรื่องความรักเป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาดมากที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก เพราะมันเป็นนิยายเรื่องเดียวที่มีทั้งเรื่องสั้น เรื่องยาว มีฉากจบแบบหักมุมและแฮปปี้เอนดิ้ง การดำเนินเรื่องก็เกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ เดิมๆ จะเปลี่ยนแปลงก็แค่ตัวละครที่ดำเนินเรื่อง ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นแต่มันช่างน่าติดตามและลุ้นไปด้วยทุกครั้งเมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้

        จากบทกลอนข้างต้น ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นบทอกหัก ซึ่งเป็นการอกหักที่ซ้ำซ้อน อย่างแรกเลยคือการไม่สมหวังในความรัก อย่างที่สองคือไม่สมหวังในความฝัน ส่วนเรื่องของภาษาที่ใช้ พี่โพมว่ามันสวยนะครับ แล้วเดี๋ยวนี้ก็เริ่มหายากมากที่จะเห็นความละมุนแบบนี้ในบทกลอนหรืองานเขียนในปัจจุบัน





สละรักสระบุรี - ประทวน เกาะแก้ว


อิฐศิลาหน้าพระลานเป็นล้านก้อน
นับวันกร่อนให้เห็นความเป็นสอง
ใจดวงนี้อ่อนกว่าศิลากอง
ถ้ารักแล้วรับรองไม่สองใจ


        พี่โพมเสียดายที่ไม่อาจหากลอนชุดสละรักสระบุรีแบบเต็มๆ มาให้เพื่อนๆ ได้เห็นกัน มีเพียงวรรคทองเพียงวรรคเดียวที่จำได้และค้นเจอ ถ้าหากวินิจฉัยดูให้ละเอียด จะเห็นถึงการเปรียบเทียบระหว่างหัวใจกับก้อนอิฐ ระหว่างของแข็งและของอ่อน ซึ่งดึงอารมณ์กวีของพี่โพมออกมาได้แบบทะลักล้นเลยทีเดียว

        ทีนี้มองถึงภาษาที่ใช้ จะเห็นได้ว่าเรียบแต่ทรนง คือมีความง่ายของภาษาแต่ก็รวยด้วยสรรพศิลป์ พี่โพมคิดว่ายากนะที่จะเห็นวรรคทองแบบนี้โผล่ออกมาให้เห็น นอกจากฝีมือจะเป็นชั้นครูแล้ว การมองและการเปรียบเปรยก็สุดหัวใจพี่โพมเลยล่ะครับ

        เอาเป็นว่าวรรคทองวรรคนี้ พี่โพมอ่านเพียงครั้งเดียวก็จำได้ไม่มีลืม ซึ่งไม่ใช่ว่าพี่โพมพูดอวยเจ้าของกลอนนะครับ เพราะพี่โพมไม่เคยรู้จักและไม่เคยเจอตัวท่านด้วย แต่ใจจริงๆ ก็อยากเจอนะครับ เพราะถือว่าเป็นวาสนาของพี่โพมมากถ้าได้เจอจริงๆ

ครูที่ไม่เป็นครู - ธนัติ ธนากร


ผู้บังคับบัญชาบอกว่า
คุณคือหมาหัวเน่าใครเขาสน
ไม่สอพลอไม่ประจบไม่คบคน
เป็นปริญญาชนได้อย่างไร

        พี่โพมเกี่ยวข้องกับอาชีพครูอยู่ไม่น้อยเลย ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งแก่มาถึงป่านนี้ แต่ในเบื้องลึกเบื้องหลังของอาชีพทุกอาชีพก็ล้วนมีผู้กัดกร่อนทำลายอยู่ตลอด ไม่เว้นแม้แต่อาชีพครู การจะไต่อันดับอัพเงินเดือนบางครั้งก็ต้องใช้เส้นสาย หรือทั่วไปที่คนเขาเรียกก็คือการเลียนั่นเอง พี่โพยเห็นมาบ่อยเกือบทุกสายงายสายอาชีพนั่นแหละ ทุกองค์กรมันมีคนชอบเลียและคนชอบให้เลีย บางคนทำงานดีแต่ลิ้นไม่ดีก็ไม่ได้ผลงาน พี่โพมสงสารนะครับ เพราะส่วนตัวพี่โพมเป็นพวกไม่ชอบเรื่องเปลืองน้ำลายพวกนี้ ถ้าจะเสียน้ำลายทั้งทีก็ควรต้องมีสาระ เอาซ่ะไกลออกทะเล กลับมาที่กลอนกันดีกว่านะครับ

        วรรคทองวรรคนี้เป็นของคุณธนัติ ธนากร ดูจากสำนวนและอารมณ์ของคำแล้ว พี่โพมเดานะครับ ขอเดาว่าท่านต้องเป็นคนตรงๆ เปิดเผย ทำคือทำ จริงคือจริง วรรคทองวรรคนี้จึงทรงพลังและเป็นพลังที่พุ่งตรงไม่หักเลี้ยวดังที่ได้สดับกัน

รักง่าย - นิภา บางนี่ขัน


คนรักง่ายลืมง่ายคล้ายความหลง
วันนี้คิดพรุ่งนี้คงเลิกหลงใหล
ฉันรักยากจึงลืมยากหากรักใคร
มีครั้งเดียวเปลี่ยนไม่ได้ในชีวิต

        พี่โพมนิยมชมชอบบทกลอนของคุณนิภา บางยี่ขัน มานานมากแล้วตั้งแต่สมัยเรียน มีหลายวรรคหลายตอนที่จำได้ขึ้นใจ และหนึ่งในนั้นก็คือบทรักง่ายบทนี้ ซึ่งพออ่านจบก็จะหลงรักฝีมือของคุณนิภา บางยี่ขัน ขึ้นมาทันทีเหมือนกับพี่โพม ถ้าเคยได้ยินตำนานนักกลอนสี่มือทอง พี่โพมอยากบอกว่าหนึ่งในตำนานคนนั้นก็คือคุณนิภา บางยี่ขัน ท่านนี้นี่เอง

        ทีนี้มาวิเคราะห์วรรคทองวรรคนี้กันดูนะครับ เรื่องจัดสัมผัสของวรรคตอน พี่โพมมองว่าให้คำง่ายแต่ละเอียดมาก เป็นคำพื้นๆ ทั่วไปไม่ประดิษฐ์ ดังนั้นจึงเข้าถึงอารมณ์ได้ง่ายและตรงต่อประสาทหัวใจของผู้อ่าน

        พี่โพมเคยจีบสาวต่างคณะอยู่คนหนึ่ง ตอนนั้นก็ได้ยืมบทรักง่ายบทนี้แหละเขียนใส่กระดาษแผ่นเล็กๆ พับสอดหนังสือให้เธอตอนคาบเรียนวิชาทั่วไป ถึงสุดท้ายพี่โพมจะแห้วแต่ก็เป็นความทรงจำที่ดีซึ่งมีบทกลอนดีๆ ช่วยเสริมให้ความทรงจำดียิ่งขึ้นครับ

เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน - วิทยากร เชียงกูล



ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวังเก็บ อะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษ  ฉันแผ่นเดียว


        พี่โพมเชื่อว่าเกือบทุกคนต้องรู้จักและท่องกลอนบทนี้ได้ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาและเหล่าบัณฑิตผู้มีชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่มีไม่กี่คนที่จะรู้ว่าผู้แต่งคือ อาจารย์ วิทยากร เชียงกุล ส่วนตัวพี่โพมอ่านท่องและได้ยินก่อนจะเข้าเรียนมหาลัยด้วยซ้ำ และเมื่อมีโอกาสเรียนระดับปริญญาก็เริ่มเห็นชัดในความจริงของบทกลอน เพราะในวันที่จบหลักสูตรพี่โพมก็กำกระดาษแผ่นนั้นแล้วจากไป จนปัจจุบันนี้พี่โพมก็แทบไม่ได้ใช้เลยนะ คงเพราะพี่โพมมีภารกิจและความใฝ่ฝันในงานด้านอื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่จบมา ก็เลยปล่อยให้ใบปริญญานอนนิ่งเป็นโปสเตอร์ติดข้างฝามานานแสนนาน แต่พี่โพมก็รู้สึกดีใจและคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ ทุกครั้งที่เห็น เรื่องราวในมหาลัยตอนพี่โพมเรียนนั้นมันมากมาย พี่โพมก็เชื่อว่าหลายๆ คนก็มีเรื่องราวทั้งดีร้ายมากมายในใบปริญญาเหมือนกัน


ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่ เต็มฟาก สวรรค์
คนเดิน ผ่านไป มากัน
เขาด้น ดั้นหา สิ่งใด

ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ
จะแย่ง ซื้อได้ ที่ไหน
อย่างที่โก้ หรูหรา ราคา เท่าใด
จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา

ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้
ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา
ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม
มหาวิทยาลัย ใหญ่ โตเหวย
แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย
วานนิ่งเฉย อย่าบ่น อย่าโวยวาย

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว

มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง
ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว
เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่ เต็มฟาก สวรรค์
เกินพอ ให้เจ้า แบ่งปัน
จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป


วิเคราะห์หลังกลอน

        พี่โพมมองเรื่องการเรียนเป็นการค้นหาและการใช้ชีวิตนะ พี่โพมไม่เครียดกับการเรียนหรือต้องเน้นหนักเพื่อจบออกมาจะได้มีเกรดสวยหรู อาจจะเป็นเพราะพี่โพมเรียนและทำงานไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ก่อนเข้ามหาลัย ก็เลยทำให้พี่โพมพบเจอคนหลากหลายรูปแบบ หลากหลายอาชีพ จึงมีความคิดความอ่านเกี่ยวกับการเรียนที่แตกต่างจากคนทั่วไป

        เอาล่ะ มาเข้าเรื่องของบทกลอนกันดีกว่า ในกลอนชุดเพลงเถื่อนแห่งสถาบันนี้มีการประชดประชันเกิดขึ้นหลายวรรคหลายตอน มีให้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งนี่ก็เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนจดจำ บทกลอนชุดนี้ถูกนำขึ้นมาใช้อย่างแพร่หลายในวงการศึกษา หรือแม้การทั่งการแสดงออกทางการเมืองเองก็หยิบยก เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน ออกมาประกาศกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะวรรคทองของบทกลอนมีพลังที่ปลุกให้ลุกขึ้นยืน ลุกขึ้นต่อต้านต่อความไม่เท่าเทียม ความไม่ยุติธรรม

        พูดถึงเรื่องการศึกษา ความจริงการศึกษาสมควรเป็นเข็มทิศชี้แนวทางการดำเนินชีวิตที่ถูกที่ควร ไม่ใช่แต่ชี้วิธีประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวไปวันๆ เท่านั้น พี่โพมคิดว่าการศึกษาบ้านเราดำเนินไปผิดทาง ซึ่งผิดทางมานานแล้ว หรือไม่มันอาจผิดทางมาตั้นแต่ต้นแล้วก็ได้

กระจกเงา - ม.ล.ปิ่น มาลากุล


กระจกเงาเรามีไว้ส่องหน้า
ให้รู้ว่าดีเด่นเป็นไฉน
ครูอยากรู้ตัวครูเป็นอย่างไร
เชิญดูเด็กที่ได้สั่งสอนมา

เด็กนั้นไซร้เปรียบได้ดั่งกระจก
ไม่ต้องยกขึ้นดูก็รู้ว่า
ครูมีลักษณะล้วนควรบูชา
หรือว่าเลวหนักหนาน่าอับอาย

อันกระจกบานนี้มีสมบัติ
ภาพแน่ชัดสิ่งเปื้อนไม่เลือนหาย
แต่ถ้าตัวดีแน่แม้ตนตาย
ภาพยังฉายคนเห็นงามเด่นเอย

        หากพูดถึงครู ท่านผู้หนึ่งที่จะต้องเอ่ยถึงก็คือ ม.ล. ปิ่น มาลากุล พี่โพมไม่ขอเล่าประวัติของท่านนะครับ เพราะว่าหาอ่านได้ไม่ยากเลย พี่โพมจะขอพูดถึงบทกลอนและบทกวีที่ยิ่งใหญ่ซึ่ง่ทานได้ฝากไว้เป็นคติ เป็นข้อคิดติเตือนใจในฐานะครู สาธยายมากไปกลัวจะเปลืองเนื้อที่กระดาษ มาดูวรรคทองที่ถูกกล่าวถึงกันอย่างแพร่หลายและมักถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอๆ ในงานด้านการศึกษา

        วรรคแรกของบทยกกระจกซึ่งสะท้อนสรรพสิ่งขึ้นมาก่อน โดยฉายภาพของผู้ส่องว่าหน้าตาดีร้าย สวยขี้เหร่ยังไง ซึ่งก็เปิดวรรคได้ชนิดให้เห็นกันเด่นชัดไปเลย

        วรรคต่อมาถือว่าที่สุดแห่งความสุดยอด เพราะปิดบทแรกให้เป็นวรรคทองของแผ่นดิน วรรคทองของวงการอาชีพครู จนผ่านมานานหลายสิบปี กลอนบทนี้ก็ยังถูกกล่าวถึงอยู่ไม่ได้ขาด นี่ไม่ใช่เฉพาะการเรียนการสอนในโรงเรียน ไม่เฉพาะผู้เป็นครูเท่านั้น พี่โพมคิดว่า พ่อแม่อยากรู้ว่าตัวเองนั้นเป็นคนดีมากน้อยแค่ไหน ก็ดูได้จากลูกจากหลานของเราเอง อาจจะผิดแผกไปบ้างแต่ไม่น่ามากมายเท่าไหร่ เพราะยังไงพ่อแม่ลูกก็ล้วนมีอุปนิสัยคล้ายๆ กัน จะผิดกันก็ไม่มากนัก



แด่ความเศร้า - จินตนา ทองดีวงศ์

ม่านหมอกโรยละอองลงเหนือพงหญ้า
แม้ชักพาใจหนาวคราวรักป่น
จะไม่ของ้อน้ำใจใครสักคน
เพราะมันล้นแต่คำว่าน้ำตา

        พี่โพมเชื่อว่าบทกลอนข้างต้นหลายคนต้องเคยได้ได้ยินได้สดับกันมาแล้ว ระดับความกระแทกกระทั้นให้แสบทรวงพี่โพมขอเทคะแนนให้แบบเต็มพิกัดเลยครับ ลองมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดละออวรรคต่อวรรคกันนะครับ

        เปิดบทมาทำให้เรารับรู้ว่ามันเดียวดายและหนาวเหน็บถึงทรวงใจแค่ไหน "ม่านหมอกโรยละอองลงเหนือพงหญ้า แม้ชักพาใจหนาวคราวรักป่น" ทั้งสภาพแวดล้อม อากาศ และอุณหภูมิ พาให้คนอกหักรักสลายร้องไห้ได้ทุกเวลาเลยจริงไหมครับ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มาดูกันต่อในวรรคถัดไปนะครับว่ามันร้าวรานขนาดไหน

        "จะไม่ของ้อน้ำใจใครสักคน เพราะมันล้นแต่คำว่าน้ำตา" โอ้โหหหหห สะเทือนไหมครับ พี่โพมสะอึกเลยนะเจอวรรคนี้เข้าไป คือมันสุดแล้วว่างั้นเถอะ เจ็บแล้ว ช้ำแล้ว จนถึงขนาดว่าไม่ต้องมีใครมาสนใจฉันแล้วก็ได้ โลกนี้ทั้งโลกคนจะมีสักกี่ล้านคนแต่ฉันนี่แหละ ฉันเดียวนี่แหละ จะไม่ง้อขอน้ำใจใคร เพราะมันสุดทางใจเพราะน้ำตา

จริงๆ นะเธอ - พีรพัฒน์  คงเพชร


คิดถึงเธอเท่าที่ฉันมีสิทธิ์
เธอเล่าคิดถึงฉันสักวันไหม
บอกเถิดถ้าลืมฉันในวันใด
ยินดีไปรู้จักคนรักเธอ

         โห มันเจ็บจนจี๊ดเลยครับ พี่โพมได้แต่อ่านวนไปวนมา โดยที่ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาอธิบาย มันเหมือนการถูกลืมจากคนเคยจำ สำหรับพี่โพมมันรู้สึกนะ

        "คิดถึงเธอเท่าที่ฉันจะมีสิทธิ์" แค่ขึ้นวรรคมาก็สะท้านแล้ว คนที่ทำได้แค่คิดถึงก็แย่แล้ว แต่นี่คิดถึงได้แค่เท่าที่มีสิทธิ์อีกต่างหาก มันรันทดกว่าการคิดถึงไม่ได้อีกนะ แล้วมาจบแบบเจ็บๆ อีก คิดดูสิ

        "บอกเถิดถ้าลืมฉันในวันใด ยินดีไปรู้จักคนรักเธอ" มันมีอะไรที่จะช้ำไปมากกว่านี้อีกไหม ดูเหมือนเป็นคนใจกว้างนะ ถึงเลิกกันแล้วและจากกันไป แต่ก็ยังคิดถึงยังห่วงหา โดยไม่รู้หรอกว่าเขาจะคิดถึงเราบ้างหรือเปล่า แล้วยังตบให้เจ็บเข้าไปอีกชั้น เพราะวันใดที่ลืมความหลังครั้งเก่าที่เคยมีให้กันแล้ว ยังประชดด้วยความเต็มใจที่จะไปรู้จักคนรักของเธอ

อย่าพบกัน - สมบัติ  กิ่งกาญจนวงศ์

หากว่าเราพบกันในวันนี้
แล้วต้องมีจากกันในวันหน้า
เราก็อย่าพบกันเลยขวัญตา
เพื่อ “คำลา” จะได้ไม่ต้องมี

        วันนี้เกริ่นมาก็น้ำตาไหลแล้วนะครับ พี่โพมมอบวรรคทองวรรคนี้ให้แก่น้องที่ช้ำใจในความรักก็แล้วกันนะครับ โดยส่วนตัวแล้วบอกตามตรงเลยว่าพี่โพมเองเกิดไม่ทันยุคของคุณสมบัติ  กิ่งกาญจนวงศ์ เจ้าของวรรคทองวรรคนี้ แต่คุณลุงข้างบ้านนี่เป็นแฟนคลับเลยก็ว่าได้ เพราะคุณสมบัติเป็นนักร้องนักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ เพลงดังก็เช่นเพลง "ทาสความรัก" พี่โพมลองยั่วให้คุณลุงร้องให้ฟัง ขอบอกว่าเพราะมากๆ แต่น่าเสียดายที่คุณสมบัติมีผลงานไม่มากนัก แต่ทุกผลงานล้วนคุณภาพชั้นครู

        พี่โพมจะร้องเพลงทาสความรักให้ฟังซักท่อนแล้วกันนะครับ ถึงเสียงไม่เพราะ แต่พี่โพมก็พร้อมให้ทุกคนได้ฟัง 😁😁

"โอ้สุดที่รักเอยคนดี
โปรดคิดปรานีพี่หน่อยได้ไหม
ปันรักของเธอให้พี่สักเพียงครึ่งใจ
ตราบจนวันชีพวาย ใจฉันมั่นคง
พี่เปรียบเช่นเศษผงละอองธุลี
เธอนั้นน่ะซี สูงส่งดุจหงส์
ดั่งฟ้าไกลดิน
สูญสิ้นห่างไกลเผ่าพงศ์
ได้แต่พะวงหลงนาง
คร่ำครวญป่วนใจ"

        พี่โพมได้ฟังจากคุณลุงข้างบ้านก็ชอบทันที ไม่ให้ชอบได้ยังไงใช่ไหมครับ ก็เพราะออกขนาดนี้จริงไหม ทั้งโอ้โลมนะ ทั้งเอื้อนอ้อน โอ้โห สัมผัสขิงเพลงสมัยก่อนนี่รัดกุมมากนะครับ

ข้างหลังกลอน
        เอาล่ะพูดไปเรื่อยเปื่อยจนออกนอกกลอนที่จั่วหัวไว้ไปซ่ะไกลลิบ ที่นี้มาวิเคราะห์กลอนวรรคทองวรรคนี้กันนะครับ
        เป็นวรรคทองที่กระชับแต่หนักด้วยความรู้สึก เสมือนประชด เสมือนกลัวการผิดหวัง กลัวการลาจากที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็ถ้าพบกันแล้วรักกันไม่ได้ รักกันแล้วแต่กลับปันใจไปมีใหม่ คบกันแล้วต้องอำลากัน หากเป็นแบบนั้นแล้วเราไม่ต้องพบกันเลยตั้งแต่แรกนั่นไม่ดีกว่าหรือ
        พี่โพมอ่านแล้วพี่โพมรู้สึกนะ เพราะเคยมีผู้หญิงคนหนึ่งพูดกับพี่โพมว่า "ถ้าวันนั้นเราไม่พบกันคงจะดี" ไม่ใช่พี่โพมไปหักอกนอกใจอะไรแบบนั้นนะครับ เพียงแต่มีเหตุผลทางครอบครัวจึงทำให้คำลามีขึ้นกับเราสองคน แต่พี่โพมยังเชื่อนะว่าความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันและกันนั้นมันยังคงอยู่

ตำตาตำใจ - ทวีสุข ทองถาวร

ตำตาตำใจ - ทวีสุข ทองถาวร

อยากลบรอยเท้าเปื้อนพื้นเรือนหอ
ลบภาพคู่เคียงคลอกันต่อหน้า
ยิ่งอยากลบยิ่งกระจ่างไม่ร้างลา
เห็นตำตาจึงจำไว้ตำใจ

        ถ้าจะให้กล่าวถึงยอดนักกลอนของเมืองไทยแล้วล่ะก็ ชื่อของท่าน ทวีสุข ทองถาวร ต้องกระโจนออกมาเชิดอยู่แถวหน้าของขบวนอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเนื้อกลอนที่เป็นเอกลักษณ์ ภาษาที่ง่ายแต่กระแทกไปสุดขั้วอารมณ์นี่เองที่ทำให้หลายๆ คนยกย่องและจดจำวรรคเด็ดๆ ชนิดลืมไม่ลง

        หากจะพูดย้อนกลับไปถึงประวัติ พี่โพมก็พยายามขุดคุ้ยและไต่ถามเอาจะลุงๆ ป้าๆ ที่เกิดในยุคเดียวกันกับ ทวีสุข ทองถาวร ธรรมศาสตร์นั้นมีชมรมวรรณศิลป์ ในยุคก่อตั้งจะมีการแข่งกลอนสดระหว่างมหาวิทยาลัย ซึ่งนักกลอนที่ได้เข้าร่วมเป็นประจำก็คือ ทวีสุข ทองถาวร นั่นเอง โดยร่วมกับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นิภา บางยี่ขัน และดวงใจ รวีปรีชา ซึ่งมีฉายาว่า "นักกลอนสี่มือทอง" เพราะไล่คว้ารางวัลจากการแข่งขันมาแล้วนับไม่ถ้วนนั่นเอง เอาล่ะ พี่โพมก็เล่าอะไรก็ไม่รู้ยาวเหยียด เข้าบทกลอนกันก่อนดีกว่านะครับ


ถ้ามือนั้นมิเคยจับแนบกับแก้ม
และอ้อมแอ้มเอ่ยว่าน่ารักเหลือ
นี่อกเอ๋ยเคยคลอเนื้อต่อเนื้อ
หรือจะเอื้อโอนให้ผู้ใดครอง

ยิ่งปากน้อยคอยถามถึงความรัก
ที่เคยทักท้วงเอาเป็นเจ้าของ
ยิ่งยากจักเจียดให้ผู้ใดจอง
แม้จะต้องแลกเลือดเชือดเฉือนกัน

โอ้วันนี้มือนั้นที่ฉันหวง
ปากเคยทวงถามถึงรักซึ้งขวัญ
กำลังลบและปิดสิทธิ์สัมพันธ์
เมื่อเธอปันแปรให้คนใหม่เคียง

รักจึงเหมือนแมลงเม่าเมาและเหลิง
บินเข้าเพลิงพร่าตนจนตายเกลี้ยง
ใจเจ้าเอ๋ยเคยประจำรักลำเอียง
สู้ซ่อนเสียงเต้นสั่งครั้งสุดท้าย

พิศนิ้วเนียนเพียรพนมยิ้มสมหวัง
หยดน้ำสังข์หลั่งหยาดมิขาดสาย
แข่งอาการคนกำลังจะคลั่งตาย
ซึ่งทรงกายเป็นพยานการวิวาห์

อยากลบรอยเท้าเปื้อนพื้นเรือนหอ
ลบภาพคู่เคียงคลอกันต่อหน้า
ยิ่งอยากลบยิ่งกระจ่างไม่ร้างลา
เห็นตำตาจึงจำไว้ตำใจ

------------------------------------------------------

บทวิเคราะห์โดย พี่โพม

        วรรคทองของกลอน "ตำตาตำใจ" นี้อยู่ที่บทสุดท้ายของกลอน ซึ่งฝังอยู่ในหัวใจของใครหลายๆ คนมายาวนานและจดจำได้ไม่ลืมเลือน ซึ่งแต่งออกมาได้จริงมากๆ เริ่มตั้งแต่การเอ่ยเกริ่นของบทกลอน ไล่ตั้งแต่มือที่เคยจับเอามาแนบแก้ม ฝีปากที่เอ่ยเอื้อนสำเนียงถามหาความรัก คนที่เคยเคลียคลอนั่งชิดติดกัน บัดนี้ภาพเหล่านั้นมันลาจากไปเหลือเพียงงานวิวาร์ที่รื่นรมย์ของเจ้าสาว ซึ่งเจ้าบ่าวไม่ใช่เรา ความรักความผูกพันที่เคยมีให้กัน ความหวังในการสร้างชีวิตครอบครัวเป็นอันสลาย

        ซึ่งแค่นั้นมันยังไม่เจ็บพอ คุณ ทวีสุข ทองถาวร ยังกรีดแผลให้บาดลึกลงไปอีก เพราะคนที่รดน้ำสังข์อวยพรให้ทั้งคู่คือตัวเราเอง "พิศนิ้วเนียนเพียรพนมยิ้มสมหวัง หยดน้ำสังข์หลั่งหยาดมิขาดสาย แข่งอาการคนกำลังจะคลั่งตาย ซึ่งทรงกายเป็นพยานการวิวาห์"

        สุดท้ายก็ทำได้เพียงอวยพรให้บ่าวสาวแล้วจากมา ไม่ใช่อย่างผู้แพ้หรือผู้ชนะ ไม่ใช่อย่างคนรักเก่าหรือคนเคยรัก เป็นเพียงคนผิดหวังผู้หนึ่งที่หัวใจบาดเจ็บและไม่อยากเห็นภาพที่เสียดแทงจนมีน้ำตา

        พี่โพมขอสารภาพตรงๆ เลยครับว่า พี่โพมไม่เคยผิดหวังซักครั้งเดียวเมื่อหยิบกลอนของคุณ ทวีสุข ทองถาวร ขึ้นมาอ่าน ไม่ใช่แค่เพียงบทนี้เท่านั้น แต่อัจฉริยะผู้นี้ยังฝากผลงานไว้มากมาย ซึ่งเท่าที่พี่โพมตามอ่านและเก็บรวบรวมก็ยังไม่เคยมีบทไหนที่ทำให้ผิดหวังเลย เอาไว้ครั้งต่อไปพี่โพมจะนำมาให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้อ่านได้แชร์กันนะครับ

ทวิภพ - ทมยันตี


โซ่ตรวนผูกรัดสักร้อยหุน
ใจมั่นมุ่งหักทลายย่อมคลายได้
แต่ใยรักบางเบาสักเท่าใด
ผูกพันไว้แนบสนิทนิจนิรันดร์

        สมัยที่พี่โพมยังเรียนอยู่มัธยม พี่โพมเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือมากจนแทบอยากจะย้ายบ้านมาอยู่ที่ห้องสมุดเลยก็ว่าได้ และนามปากกาที่ชื่อ ทมยันตี ก็การรันตีความเป็นที่สุดอยู่แล้ว พี่โพมจึงไม่รอช้าที่จะคว้ามาอ่านและตราตรึงเอาไว้เรื่อยมา ถึงแม้ว่าพี่โพมจะไม่ค่อยถนัดนิยายรักเท่าไหร่เพราะชอบแนวสงครามกับการเมืองมากกว่า แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจมองข้ามนิยายเรื่องทวิภพไปได้

        ถ้าพี่โพมจำไม่ผิด คลับคล้ายคลับคลาว่า วรรคทอง วรรคนี้ เริ่มต้นจากการที่พระเอกอย่างหลวงอัครเทพได้ย้ายมณีจันทร์นางเอกมาพักอีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากกระจกข้ามภพ ทางมณีจันทร์เองก็ออดอ้อนเพราะคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ ทีนี้จะบังคับเอาโซ่ล่ามไว้ไม่ให้กลับก็ไม่ได้ จะปล่อยให้ตรอมใจเพราะคิดถึงบ้านก็ไม่ดีอีก หลวงอัครเทพจึงเข้าไปหาแล้ววางพวงดอกมะลิซ้อนกับดอกรักที่ร้อยเป็นพวงผูกติดกัน เพียงแค่นั้นมณีจันทร์ก็น้ำตาคลอเพราะรับรู้ถึงความรักที่หลวงอัครเทพมีให้เธอ

        หลังจากนั้นถ้าพี่โพมจำไม่ผิดนะ หลวงอัครเทพก็เล่นไวโอลินให้นางเอกฟัง เสียงมันลอดออกมาข้างนอกจนคุณหญิงแสร์ได้ยินจึงพึมพำวรรคทองบทนี้ออกมา ถ้าคลาดเคลื่อนอย่างไรก็ขออภัยจริงๆ เพราะพี่โพมแงะเอามาจากความจำในวัยละอ่อนล้วนๆ เลย ครั้นจะหาหนังสือทวิภพมาเปิดดูตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนแล้ว

บทวิเคราะห์โดย พี่โพม
        ด้วยการเกริ่นเรื่องที่ดีมาโดยตลอดตั้งแต่ต้น จึงไม่ยากที่จะทำให้ผู้อ่านซึ้งไปกับบทกวี ด้วยภาษาที่ละมุนผู้อ่านจึงอ่อนระรวย การเปรียบเทียบเปรียบเปรย ก็สุดจะบรรยาย จินตนาการของท่านทมยันตีไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ

        ทีนี้มาดูกันทีละวรรคทีละตอนนะครับ "โซ่ตรวนผูกรัดสัดร้อยหุน" คำว่าหุนเนี้ยเป็นหน่วยของมาตราวัดขนาดนะครับ เด็กๆ สมัยใหม่ไม่รู้จะรู้จักกันหรือเปล่า(พี่โพมแอบเป็นห่วง) ลองไปเดินดูแถวร้านวัสดุก่อสร้างก็ได้นะครับ พวกเหล็ก ท่อพีวีซี ใช้มาตรวัดเป็นหุนนะ เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันต่อ พี่โพมจะเทียบขนาดให้เห็นภาพแบบคร่าวๆ ก็แล้วกัน
1 หุน เท่ากับ 1/8 นิ้ว หรือ 3.17 มิลลิเมตร ตีกลมๆ ก็ 1 หุน เท่ากับ 3 มิล

        ทีนี้ โซ่ตรวนที่ใช้กันปกติเป็นขนาดมาตรฐานเรือนจำจะมีขนาด 4 หุน 6 หุน และ 8 หุน ซึ่งขนาด 8 หุนนี่เดินทีเรียกว่าลากขาแทบไม่ไหวเลยทีเดียว ซึ่งก็แล้วแต่โทษทัณฑ์ที่ได้รับว่าสมควรใช้ตรวนขนาดเท่าไหร่
        ส่วนในนิยาย ความคิดคำนึงถึงบ้าน พ่อแม่ ครอบครัว และห้วงเวลาที่นางเอกได้จากมาคงจะหนักหนาสาหัสมากเพราะทมยันตีใช้ตรวนถึง 100 หุน ซึ่งถ้าแทบแล้วมีขนาดใหญ่ถึง 300 มิล หรือ 30 เซ็น แต่นั่นก็ยังน้อยไป มันไม่เพียงพอสำหรับใจที่มุ่งมั่นมุ่งหมายที่จะกลับให้ได้

        "แต่ใยรักบางเบาสักเท่าใด ผูกพันไว้แนบสนิทนิจนิรันดร์" พี่โพมก็ไม่รู้หรอกว่าใยรักนั้นสั้นยาว หนาบาง ซักกี่เซ็นกี่หุน แต่ใยรักนี้แหละที่ใช้มัดตรึงไม่ให้จากไปไกลได้ผลชะงักนัก ดังจะเห็นตัวอย่างมากมายจากคนใกล้ตัวของเรานี่เอง ไม่ต้องไปไหนไกล เพื่อนพี่โพมมีแฟนอยู่คนหนึ่งทั้งคู่รักกันมาก แต่ทางบ้านของฝ่ายชายกีดกัน จึงส่งเพื่อนพี่โพมไปเรียนต่อเมืองนอก ทำธุระติดต่อที่เรียนไว้ให้เรียบร้อย แต่สุดท้ายเพื่อนพี่โพมก็ไม่ได้ไป ไม่ใช่ว่าอกตัญญูนะ แต่เรื่องหัวใจนี่ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ก็ใยรักนั่นแหละที่มัดทั้งคู่เอาไว้ไม่ให้ห่างไกลกัน ซึ่งทั้งคู่ก็พิสูจน์ให้ฝ่ายพ่อแม่เห็นแล้วว่ารักกันจริง

บทสุดท้ายของนิยายรัก - หยก บูรพา


วรรคทอง - หยก บูรพา

"ดอกรักบานในหัวใจใครทั้งโลก
แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน"


พี่โพมขอสารภาพเลยว่าช่วงที่เป็นวัยแรกรุ่นแต่เนื้อหนุ่มนั้นเคยสะอึกถึงขึ้นสะเทือน เพราะบทกวีของท่าน หยก บูรพา หรือ เฉลิม รงคผลิน หรือ เฉลิมศักดิ์ รงคผลิน ทำน้ำตาร่วงมาแล้ว พี่โพมเชื่อว่าไม่แค่พี่โพมเท่านั้น แต่คงมีหลายท่านที่มีอาการเดียวกัน ถึงแม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว หากครั้งใดเกิดอาการเหงาๆ เศร้าๆ ขึ้นมา ก็แอบนึกถึงกวี บทสุดท้ายของนิยายรัก บทนี้เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นมาสดับกันแบบเต็มๆ กันดีกว่า


๏ จริงหรือนี่ที่ว่ารักเราจักร้าว
นึกแล้วหนาวเหน็บนักแก้วรักเอ๋ย
รสสัมผัสอ่อนละมุนที่คุ้นเคย
ไยจึงเผยรสร้างจืดจางกัน

เราเคยร่วมใจฝันว่าวันหนึ่ง
เราจะถึงวันที่งามเหมือนความฝัน
ฟ้าสีทอง ดอกไม้บาน ธารพระจันทร์
และรักอันคงค่าสถาพร

ฉันเฝ้ารอคอยวันที่ฝันไว้
รอด้วยรักด้วยใจไม่ถ่ายถอน
แต่นี่สร้อยสายสวาทมาขาดตอน
เธอกล้ารอนลงด้วยมือเธอหรือไร

เมื่อเธอสิ้นเสน่หามาสนอง
รักที่ปองมอดหมดความสดใส
แผลรักร้ายบ่อนทั่วเนื้อหัวใจ
จะต้องปวดร้าวไปถึงไหนกัน

ดอกรักบานในหัวใจใครทั้งโลก
แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน
และอาจเป็นเช่นนี้ชั่วชีวัน
เมื่อรักอันแจ่มกระจ่างกลับร้างไกล

นิยายรักยืดยาวของเรานั้น
คงไร้วันสดชื่นขึ้นบทใหม่
หมดความหมายที่จะรอกันต่อไป
เพราะเปลวไฟรักดับลงกับตา ฯ


บทวิเคราะห์โดย พี่โพม
        ถ้าจะกล่าวถึงบทกลอนบทใดที่ถูกชูขึ้นมาเป็นวรรคทอง ซึ่งคนอ่านอ่านแล้วจดจำได้ไม่ลืมเลือนแล้วล่ะก็ แน่นอนว่า บทสุดท้ายของนิยายรักบทนี้ไม่มีทางที่จะไม่ติดอันดับ ด้วยจังหวะภาษาที่ง่ายแต่ลึกซึ้ง มันสะท้อนภาพของความรักที่ผิดหวังออกมา ผ่านวรรคกลอนเพียงแค่วรรคเดียว ซึ่งมันเพียงพอแล้วที่จะซ่านเข้าไปถึงเนื้อหัวใจของผู้อ่าน
        "ดอกรักบานในหัวใจใครทั้งโลก" วรรคที่เกริ่นปูขึ้นมานี้ได้เอื้อนเอ่ยสรรพอารมณ์ที่กำลังครุกรุ่นอยู่ข้างใน แล้วเชือดเฉือนหัวใจด้วยการลงท้ายว่า "แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน" มันบาดจนรู้สึกหวิวๆ ข้างใน ประหนึ่งชนทั้งโลกมีแต่ฉันเพียงผู้เดียวที่หม่นหมอง เป็นผู้ไม่สมหวังในรัก แลถูกสาบให้อ้างว้างแต่เพียงลำพัง
        พี่โพมรู้แค่เพียงว่าเป็นวรรคภาษาที่เข้าถึงหัวใจของคนไม่สมหวังในรัก และเป็นหนึ่งในไม่กี่บทที่ถูกจารึกเอาไว้ในหัวใจของพี่โพม