วรรคทอง - หยก บูรพา
"ดอกรักบานในหัวใจใครทั้งโลก
แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน"
พี่โพมขอสารภาพเลยว่าช่วงที่เป็นวัยแรกรุ่นแต่เนื้อหนุ่มนั้นเคยสะอึกถึงขึ้นสะเทือน เพราะบทกวีของท่าน หยก บูรพา หรือ เฉลิม รงคผลิน หรือ เฉลิมศักดิ์ รงคผลิน ทำน้ำตาร่วงมาแล้ว พี่โพมเชื่อว่าไม่แค่พี่โพมเท่านั้น แต่คงมีหลายท่านที่มีอาการเดียวกัน ถึงแม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว หากครั้งใดเกิดอาการเหงาๆ เศร้าๆ ขึ้นมา ก็แอบนึกถึงกวี บทสุดท้ายของนิยายรัก บทนี้เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นมาสดับกันแบบเต็มๆ กันดีกว่า
๏ จริงหรือนี่ที่ว่ารักเราจักร้าว
นึกแล้วหนาวเหน็บนักแก้วรักเอ๋ย
รสสัมผัสอ่อนละมุนที่คุ้นเคย
ไยจึงเผยรสร้างจืดจางกัน
เราเคยร่วมใจฝันว่าวันหนึ่ง
เราจะถึงวันที่งามเหมือนความฝัน
ฟ้าสีทอง ดอกไม้บาน ธารพระจันทร์
และรักอันคงค่าสถาพร
ฉันเฝ้ารอคอยวันที่ฝันไว้
รอด้วยรักด้วยใจไม่ถ่ายถอน
แต่นี่สร้อยสายสวาทมาขาดตอน
เธอกล้ารอนลงด้วยมือเธอหรือไร
เมื่อเธอสิ้นเสน่หามาสนอง
รักที่ปองมอดหมดความสดใส
แผลรักร้ายบ่อนทั่วเนื้อหัวใจ
จะต้องปวดร้าวไปถึงไหนกัน
ดอกรักบานในหัวใจใครทั้งโลก
แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน
และอาจเป็นเช่นนี้ชั่วชีวัน
เมื่อรักอันแจ่มกระจ่างกลับร้างไกล
นิยายรักยืดยาวของเรานั้น
คงไร้วันสดชื่นขึ้นบทใหม่
หมดความหมายที่จะรอกันต่อไป
เพราะเปลวไฟรักดับลงกับตา ฯ
บทวิเคราะห์โดย พี่โพม
ถ้าจะกล่าวถึงบทกลอนบทใดที่ถูกชูขึ้นมาเป็นวรรคทอง ซึ่งคนอ่านอ่านแล้วจดจำได้ไม่ลืมเลือนแล้วล่ะก็ แน่นอนว่า บทสุดท้ายของนิยายรักบทนี้ไม่มีทางที่จะไม่ติดอันดับ ด้วยจังหวะภาษาที่ง่ายแต่ลึกซึ้ง มันสะท้อนภาพของความรักที่ผิดหวังออกมา ผ่านวรรคกลอนเพียงแค่วรรคเดียว ซึ่งมันเพียงพอแล้วที่จะซ่านเข้าไปถึงเนื้อหัวใจของผู้อ่าน
"ดอกรักบานในหัวใจใครทั้งโลก" วรรคที่เกริ่นปูขึ้นมานี้ได้เอื้อนเอ่ยสรรพอารมณ์ที่กำลังครุกรุ่นอยู่ข้างใน แล้วเชือดเฉือนหัวใจด้วยการลงท้ายว่า "แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน" มันบาดจนรู้สึกหวิวๆ ข้างใน ประหนึ่งชนทั้งโลกมีแต่ฉันเพียงผู้เดียวที่หม่นหมอง เป็นผู้ไม่สมหวังในรัก แลถูกสาบให้อ้างว้างแต่เพียงลำพัง
พี่โพมรู้แค่เพียงว่าเป็นวรรคภาษาที่เข้าถึงหัวใจของคนไม่สมหวังในรัก และเป็นหนึ่งในไม่กี่บทที่ถูกจารึกเอาไว้ในหัวใจของพี่โพม
