เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน - วิทยากร เชียงกูล



ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวังเก็บ อะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษ  ฉันแผ่นเดียว


        พี่โพมเชื่อว่าเกือบทุกคนต้องรู้จักและท่องกลอนบทนี้ได้ โดยเฉพาะเหล่านักศึกษาและเหล่าบัณฑิตผู้มีชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่มีไม่กี่คนที่จะรู้ว่าผู้แต่งคือ อาจารย์ วิทยากร เชียงกุล ส่วนตัวพี่โพมอ่านท่องและได้ยินก่อนจะเข้าเรียนมหาลัยด้วยซ้ำ และเมื่อมีโอกาสเรียนระดับปริญญาก็เริ่มเห็นชัดในความจริงของบทกลอน เพราะในวันที่จบหลักสูตรพี่โพมก็กำกระดาษแผ่นนั้นแล้วจากไป จนปัจจุบันนี้พี่โพมก็แทบไม่ได้ใช้เลยนะ คงเพราะพี่โพมมีภารกิจและความใฝ่ฝันในงานด้านอื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่จบมา ก็เลยปล่อยให้ใบปริญญานอนนิ่งเป็นโปสเตอร์ติดข้างฝามานานแสนนาน แต่พี่โพมก็รู้สึกดีใจและคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ ทุกครั้งที่เห็น เรื่องราวในมหาลัยตอนพี่โพมเรียนนั้นมันมากมาย พี่โพมก็เชื่อว่าหลายๆ คนก็มีเรื่องราวทั้งดีร้ายมากมายในใบปริญญาเหมือนกัน


ดอกหาง นกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่ เต็มฟาก สวรรค์
คนเดิน ผ่านไป มากัน
เขาด้น ดั้นหา สิ่งใด

ปัญญา มีขาย ที่นี่หรือ
จะแย่ง ซื้อได้ ที่ไหน
อย่างที่โก้ หรูหรา ราคา เท่าใด
จะให้พ่อ ขายนา มาแลกเอา

ฉันมา ฉันเห็น ฉันแพ้
ยินแต่ เสียงด่า ว่าโง่เง่า
เพลงที่นี่ ไม่หวาน เหมือนบ้านเรา
ใครไม่เข้า ถึงพอ เขาเยาะเย้ย

นี่จะให้ อะไร กันบ้างไหม
มหาวิทยาลัย ใหญ่ โตเหวย
แม้นท่าน มิอาจให้ อะไรเลย
วานนิ่งเฉย อย่าบ่น อย่าโวยวาย

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว

มืดจริงหนอ สถาบัน อันกว้างขวาง
ปล่อยฉัน อ้างว้าง ขับเคี่ยว
เดินหา ซื้อปัญญา จนหน้าเซียว
เทียวมา เทียวไป ไม่รู้วัน

ดอกหางนกยูง สีแดงฉาน
บานอยู่ เต็มฟาก สวรรค์
เกินพอ ให้เจ้า แบ่งปัน
จงเก็บกัน อย่าเดิน ผ่านเลยไป


วิเคราะห์หลังกลอน

        พี่โพมมองเรื่องการเรียนเป็นการค้นหาและการใช้ชีวิตนะ พี่โพมไม่เครียดกับการเรียนหรือต้องเน้นหนักเพื่อจบออกมาจะได้มีเกรดสวยหรู อาจจะเป็นเพราะพี่โพมเรียนและทำงานไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ก่อนเข้ามหาลัย ก็เลยทำให้พี่โพมพบเจอคนหลากหลายรูปแบบ หลากหลายอาชีพ จึงมีความคิดความอ่านเกี่ยวกับการเรียนที่แตกต่างจากคนทั่วไป

        เอาล่ะ มาเข้าเรื่องของบทกลอนกันดีกว่า ในกลอนชุดเพลงเถื่อนแห่งสถาบันนี้มีการประชดประชันเกิดขึ้นหลายวรรคหลายตอน มีให้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งนี่ก็เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนจดจำ บทกลอนชุดนี้ถูกนำขึ้นมาใช้อย่างแพร่หลายในวงการศึกษา หรือแม้การทั่งการแสดงออกทางการเมืองเองก็หยิบยก เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน ออกมาประกาศกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะวรรคทองของบทกลอนมีพลังที่ปลุกให้ลุกขึ้นยืน ลุกขึ้นต่อต้านต่อความไม่เท่าเทียม ความไม่ยุติธรรม

        พูดถึงเรื่องการศึกษา ความจริงการศึกษาสมควรเป็นเข็มทิศชี้แนวทางการดำเนินชีวิตที่ถูกที่ควร ไม่ใช่แต่ชี้วิธีประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงตัวไปวันๆ เท่านั้น พี่โพมคิดว่าการศึกษาบ้านเราดำเนินไปผิดทาง ซึ่งผิดทางมานานแล้ว หรือไม่มันอาจผิดทางมาตั้นแต่ต้นแล้วก็ได้